นักเดินทางมักจะบอกตรงกันว่า
"เรื่องราวระหว่างทางก้อมีความหมายไม่แพ้ปลายทาง"
หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายๆก้อคือ
อย่าให้ความสำคัญกับการวิ่งให้ถึงจุดหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
จนไม่สนใจว่าระหว่างทางที่ไป ฝนจะตก แดดจะออก ดอกไม้จะบานอย่างไรบ้าง
และถ้าเปรียบเทียบการเดินทางไปบนถนนท่องเที่ยว กับการเดินทางไปบนถนนความรัก
ก้อคงจะไม่ต่างกันนักหรอก
คนตั้งใจวิ่งไปถึงจุดหมายเพียงอย่างเดียว เพื่อจะให้เทอรักแท้ที่ปลายทางอย่างเร็วที่สุด
ก้ออาจจะต้องเหนื่อยล้า ยิ่มไม่ค่อยเป็น มีความสุขได้ยาก มีความทุกข์ได้ง่าย
และอุปสรรค เช่น ไปเจอคนที่รักไม่จิง
คนที่เหมือนจะไปกันได้ดีแต่ที่สุดก้อไปด้วยกันไม่ได้
ก้ออาจจะตัดพ้อท้อแท้กับชีวิต หรืออาจถึงกับไม่เหลือความศรัทธาในความรัก
ตัดสินใจหยุดวิ่ง ไม่ไปต่อ ล้อเลิกจุดหมาย
แตกต่างจาก คนที่ไม่ได้ออกเดินทางไปบนถนนความรัก
เพียงเพื่อจะถึงจุดหมายอย่างเดียว
แต่ยังให้ความสำคัญกับคืนเหงาๆ นอนฟังเสียงฝนตก
หยุดเดินสักพักเพื่อชื่นชมกับดอกไม้ที่เริ่มบาน กับตะวันตอนเช้าที่เริ่มอุ่น
คนที่ไม่ได้รีบร้อนเพียงเพื่อจะให้ไปพบกับรักแท้ที่รีบเร่ง
คนแบบนนี้มักจะมีความสุขได้ง่าย
มีความทุกข์ได้ยาก ร่ำรวยรอยยิ้ม ถ้าเหนื่อยก้อรู้จักหยุดพัก
และเมื่อต้องเจอกับอปสรรค เจอกับคนที่รักไม่จริง
เจอกับคนที่คบกันได้เพียงช่วงเวลาหนึ่ง แม้ไม่ใช่คนที่จะรักกันตลอดไป
ก็จะไม่มีทางเสียศรัทธาในคำว่ารักไปง่ายๆ
ไม่มีทางหันกลับ ไม่มีวันล้มเลิกจุดหมาย
เพราะการรูจักคิดว่าในเรื่องร้ายๆก้อยังมีเรื่องดีๆ
แม้จะเดินไปด้วยกันต่อไม่ได้กับคนนี้
แต่ก็ยังเหลือความทรงจำดีๆหลงเหลืออยู่ร่วมกัน
และ"รักแท้"ก็ยังคงรออยู่ที่ปลายทาง
ถึงเดินช้าแต่ถ้าไม่เลิกเดิน สักวันหนึ่งต้องไปถึง